หน้าแรก   สถานีอนามัยและ PCU   บัญชียา   มุมดาวน์โหลด   เว็บบอร์ด 
ยินดีต้อนรับสู่ฝ่ายเภสัชกรรมชุมชน โรงพยาบาลยะหริ่ง ; Welcome to Pharmacy Department, Yaring Hospital ; Selamat Datang Ke Bahagian Farmasi, Yaring Hospital
โรงพยาบาลยะหริ่ง
ประวัติโรงพยาบาลยะหริ่ง
คณะกรรมการบริหาร
ข้อมูลทั่วไป อ.ยะหริ่ง
นโยบายวิสัยทัศน์และพันธกิจ
หอเกียรติยศ
คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพ
สิทธิผู้ป่วย 10 ประการ
คำขยายความสิทธิผู้ป่วย
มุมกิจกรรมและกีฬา
 

ฝ่ายเภสัชกรรมชุมชน
โครงสร้างฝ่ายเภสัชกรรมชุมชน
งานบริการผู้ป่วยนอก-ผู้ป่วยใน
Ambulatory Care
งานคุ้มครองผู้บริโภคและเภสัชสาธารณสุข
 

การพัฒนาระบบยา
High Alert Drug
นโยบายความปลอดภัยด้านยา (Drug Safety Policy)
การป้องกันความคลาดเคลื่อนทางยา
ระบบการกระจายยาแบบ One Day Dose
การประเมินความเหมาะสมในการใช้ยา (DUE)
Drug Reconciliation
ผลการประชุมคณะกรรมการเภสัชบำบัด (PTC)
การพัฒนาระบบการสื่อสารสุขภาพด้านยาสู่ประชาชน
การกระจายยาสู่เครือข่ายบริการสุขภาพด้วยระบบ Delivery Logistic
ตัวอย่างกิจกรรมพัฒนาคุณภาพ (CQI) ด้านยาเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
Pharmacy Department Service Profile
KPI Template เภสัชกรรมและระบบยา
โรงพยาบาลส่งเสริมการใช้ยาสมเหตุผล (RDU Hospital)
เอกสารความรู้/แผ่นพับด้านยาสำหรับประชาชน
 



  บทความพิเศษจากท่านผู้อำนวยการโรงพยาบาลยะหริ่ง "แพทย์ชนบทกับการสร้างสุขภาพแบบพอเพียง" และบทสัมภาษณ์พิเศษในโอกาสได้รับคัดเลือกเป็น "แพทย์ชนบทดีเด่น ประจำปี 2552"  
 
  ที่มา : งานประชาสัมพันธ์ ฝ่ายเภสัชกรรม รพ.ยะหริ่ง วันที่ : 09/09/52 07.21 น. ผู้อ่าน : 8010 คน

บทความโดย  นพ.สมชัย  พงษ์ธัญญะวิริยา  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลยะหริ่ง         

            ในวันหนึ่งของปี พ.ศ.2533 ปีที่ผมเพิ่งบรรจุเข้ารับราชการเป็นครั้งแรก หลังจากเรียนจบแพทย์ ได้ไปอ่านเจอพระบรมราโชวาทอยู่บทหนึ่งซึ่งอ่านแล้วกินใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากตรงกับสภาพการทำงานในขณะนั้น พระบรมราโชวาทดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตรัสไว้ว่า

"เมื่อจะทำงาน อย่าหยิบยกเอาความขาดแคลนเป็นข้ออ้าง จงทำงานท่ามกลางความขาดแคลนให้บรรลุผล จงทำด้วยความตั้งใจและซื่อสัตย์"

ทรงพระราชทานไว้ตั้งแต่ 4 พฤศจิกายน 2518 อ่านแล้วก็เก็บนำมาปฏิบัติและเป็นกำลังใจ ทำให้รู้สึกอยากทำงานเพราะคนเรามักอ้างโน่นอ้างนี่ อ้างว่าขาดโน่นขาดนี่แล้วไม่ยอมทำงาน หาได้ยากที่จะไม่กล่าวอ้างถึงความขาดแคลนแล้วจึงทำงาน พระองค์สอนให้เรารู้สึกได้ถึงการทำงานท่ามกลางความขาดแคลน ซึ่งต้องใช้ความตั้งใจและมุ่งมั่นเป็นอย่างมาก สภาพโรงพยาบาลชุมชนปีพศ.2533 ต้องทำงานท่ามกลางความขาดแคลน แทบทุกด้าน ทั้งบุคลากร ครุภัณฑ์ งบประมาณ จึงถือได้ว่าเป็นบทเรียนแรกที่สอนผม ให้รู้จักการทำงานโดยใช้หลักพอเพียงที่ไม่ใช่เพิ่งเริ่มเมื่อ 10กว่า ปีนี้ แต่พระองค์ทรงสอนไว้กว่า 30 ปีแล้ว

          แพทย์ชนบทกับความขาดแคลนเป็นของคู่กันมา ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของโรงพยาบาลชุมชน หรืออาจจะตั้งแต่เริ่มมีการบังคับให้แพทย์ที่จบใหม่ต้องใช้ทุนให้รัฐบาล แล้วต้องไปอยู่สถานีอนามัยชั้นหนึ่งโน่นเลย จึงทำให้แพทย์ที่อยู่ในชนบทหรือโรงพยาบาลชุมชน มักจะคุ้นชินกับสภาพเหล่านี้ดี ไม่ว่าจะขาดแคลนบุคลากร ขาดแคลนเครื่องไม้เครื่องมือ  ขาดแคลนเงินงบประมาณที่จะใช้ในการบริหารจัดการ ไม่เว้นแม้แต่สถานที่ที่จะใช้บริการคนไข้ ก็รู้สึกคับแคบไปหมด ยามที่ผู้ป่วยหันมาพึ่งบริการของเรามากขึ้น ตั้งแต่ยุคบัตรสงเคราะห์ผู้ป่วยรายได้น้อย(สปร.) บัตรประกันสุขภาพ(บัตรสุขภาพ500)  จนมาถึงบัตรประกันสุขภาพถ้วน (บัตรทอง) คงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้แพทย์ชนบท มักจะมีแนวคิด หรือ นวัตกรรมต่างๆที่จะบริหารและบริการงานสุขภาพให้ได้ตามบริบทของตนเองที่มีทรัพยากรอยู่อย่างจำกัด การสร้างสุขภาพก็เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์นั้น การสร้างสุขภาพแบบพอเพียงคงต้องเริ่มต้นจากแนวคิดที่ต้องปรับทัศนคติ ให้เข้าใจคำว่าพอเพียงอย่างลึกซึ้งก่อน

                                                          

          

                                                  (แผนภูมิ 1)

         เราจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันสังคมตื่นตัวกับการดูแลสุขภาพของตนเองมาก จะเห็นได้จากผู้คนเริ่มหันมาออกกำลังกายมากขึ้น สนใจเรื่องอาหารการกินมากขึ้น ตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่ในความตื่นตัวเหล่านี้ อาจจะไม่อยู่บนพื้นฐานของความพอเพียง ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจฟิตเนส พุดขึ้นเป็นดอกเห็ดตามกระแสนิยม ธุรกิจอาหารเสริมเฟื่องฟู บางอย่างก็โฆษณาเกินจริง เหล่านี้คือทุนนิยมที่แอบแฝงมาในเรื่องการดูแลสุขภาพ   หันกลับมาดูสังคมชนบทของเราบ้างนับ ว่ายังโชคดีระบบทุนนิยมยังเข้าไปถึงไม่ทุกจุด แต่ก็ประมาทไม่ได้ เพราะบางเรื่องอาจไม่คุ้มการลงทุนแต่บางเรื่อง ใช้ระบบขายตรงเข้ามาช่วยทำให้สามารถขยายตลาดได้กว้างขวางโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อาหารเสริม หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพ เป็นกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จมากมายมหาศาล  มีคนไข้เคยมาปรึกษา

         “หมอค่ะกินอาหารเสริมตัวนี้ ยี่ห้อนี้ดีไหมค่ะ” ทั้งๆที่คนไข้เป็นคนสุขภาพดี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บก็หลงตกเป็นเหยื่อจากระบบขายตรงที่จูงใจให้ซื้อมาบริโภค หรือซ้ำร้าย

         “อยากจะเชิญหมอมาเป็นตัวแทนกิตติมศักดิ์ หมอไม่ต้องทำยอดหรอกครับ แค่เชียร์ผลิตภัณฑ์ของผมก็พอ”

        เพราะฉะนั้นบทบาทของแพทย์ในการสร้างสุขภาพแบบพอเพียงจะต้องทำเป็นแบบอย่างที่ดี ใช้ความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาประกอบกับคุณธรรม จรรยาบรรณที่พึงมี ในการที่จะชี้นำประชาชน ให้เข้าใจ การดูแลสุขภาพของตนเองที่ถูกต้อง เหมาะสม กับบริบทของตนเอง

          ในสมัยพุทธกาล แพทย์ประจำพระองค์ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือหมอชีวกโกมารภัจจ์ เป็นแพทย์ที่มีความสามารถไม่เพียงแต่ในแง่การรักษาเท่านั้นแต่ในเรื่องการส่งเสริมสุขภาพก็ได้กราบทูลเสนอให้ทรงอนุญาตจัดที่เดินจงกรมและเรือนไฟ ถวายเพื่อเป็นการบริหารกายและรักษาสุขภาพของภิกษุทั้งหลาย จะเห็นได้ว่าการออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องมีฟิตเนส แค่เดินจงกรมก็ได้ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดี มีสมาธิมากขึ้น จิตใจสงบนิ่ง  การส่งเสริมสุขภาพเรามักจะคิดถึงการส่งเสริมสุขภาพกายที่เป็นรูปธรรมชัดเจน เพียงแต่ต้องพิจารณาในแง่ความเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัยวุฒิ โรคประจำตัว หรือในเรื่องความเชื่อ ศาสนา  ส่วนในเรื่องกรส่งเสริมสุขภาพใจมักจะเป็นส่วนที่ไม่ค่อยมีการพูดถึงซึ่งเป็นโอกาสพัฒนา กิจกรรมในชุมชน คงต้องอิงกับศาสนา การเข้าวัด สวดมนต์ ทำบุญ เพื่อให้มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ ให้มากขึ้น โดยเฉพาะการเข้าถึงศาสนาของกลุ่มวัยรุ่น ยังเป็นสิ่งที่ต้องส่งเสริมให้มาก เราจะรู้สึกได้ดี ว่าศาสนากับวัยรุ่นเริ่มห่างกัน เมื่อไปวัดทำบุญ จะเจอแต่ผู้เฒ่าผู้แก่ จะพบเด็กหรือวัยรุ่นได้ตามร้านเกมส์ ศูนย์การค้า   

          หากเราส่งเสริมสุขภาพกาย สุขภาพจิต ของตนเองดีแล้วก็จะส่งผลให้สุขภาพของสังคมดี รวมทั้งสุขภาพของจิตวิญญาณก็จะดีไปด้วย ความหมายก็คือมีสุขภาพองค์รวมดี

          สุดท้ายนี้ขอขอบคุณพ่อแม่ พี่น้องที่สั่งสอนให้ผมเป็นคนดี ขอบคุณครอบครัวของผมที่มอบความรักความเข้าใจ เป็นกำลังใจให้เสมอมา ขอบคุณเพื่อนๆที่ช่วยให้กำลังใจยามที่ท้อแท้แต่ไม่ท้อถอย ขอบคุณครูบาอาจารย์ที่ประสาทวิชาให้ความรู้ทุกอย่าง ขอบคุณผู้บังคับบัญชาทั้งอดีตและปัจจุบันที่คอยให้คำแนะนำส่งเสริมให้ได้ดี ขอบคุณเพื่อนร่วมงานทุกท่านทุกระดับ ลำพังผมคนเดียวคงไม่สามรถสร้างผลงานให้เกิดได้ขนาดนี้หากไม่ได้กำลังกายและกำลังใจจากทุกคนที่อยู่รอบตัวผม สุดท้ายรางวัลนี้ผมขออุทิศให้มารดาผู้ล่วงลับเมื่อปีที่แล้ว ผู้ซึ่งแสดงความกระตื้อรื้อร้นให้ผมอยากเรียนแพทย์มากที่สุด

           ต่อไปนี้เป็นบทสัมภาษณ์ นพ.สมชัย พงษ์ธัญญะวิริยา  เพื่อนำไปเขียนสกู๊ปข่าวประชาสัมพันธ์  โดยมูลนิธิแพทย์ชนบท

1. ความรู้สึก หลังจากที่ได้ทราบว่าได้รับรางวัลแพทย์ชนบทดีเด่น

 

มีความภาคภูมิใจที่ได้รับรางวัลนี้  เพราะตั้งแต่เริ่มทำงาน ก็เข้าร่วมการประชุมของแพทย์ชนบทแทบทุกปี เห็นพี่ๆ น้องๆหลายๆคนที่ได้รับรางวัลก็รู้สึกยินดีกับพี่ๆหรือน้องๆเหล่านั้นก็เคยคิดเหมือนกันว่าจะมีโอกาสแบบนี้หรือเปล่า ที่สำคัญทำให้นึกถึงคุณแม่ที่เสียไปเมื่อปีที่แล้ว เพราะท่านเป็นผู้ที่สอนผมให้รู้ถึงจริยธรรมของแพทย์ตั้งแต่ยังไม่จบว่า “ถ้าเปิดคลินิกก็อย่าเก็บเงินค่ารักษาคนไข้แพงนะลูก สงสารเขา” เมื่อจบมาผมก็เลยไม่เคยคิดเปิดคลินิกเลย นอกจากนี้ยังต้องขอบคุณเพื่อนร่วมงานทุกท่านทุกระดับที่ช่วยกันดูแลสุขภาพของประชาชน ด้วยความตั้งใจ จนผลงานเป็นที่ยอมรับจึงได้รางวัลนี้มา ลำพังผมเพียงคนเดียวคงทำงานให้ผลงานออกมาได้ไม่ดีขนาดนี้

 

2. คิดว่าเหตุผลอะไรที่กรรมการสรรหาฯ ให้คุณหมอได้รับรางวัลนี้

 

น่าจะเป็นความเสียสละในการทำงานในชนบทด้วยความตั้งใจ มาเป็นเวลานาน  โดยเฉพาะพื้นที่ 3จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นพื้นที่เสี่ยงภัยที่ไม่ค่อยมีใครอยากมาอยู่ แต่ผมและเพื่อนร่วมงานทุกระดับ ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าแม้จะอยู่อย่างลำบาก ก็สามารถดูแลประชาชน ให้ได้รับการบริการที่ดี ทำงานคุณภาพจนผ่านการรับรอง HAและโรงพยาบาลล่งเสริมสุขภาพ

 

3. ทำไมถึงตัดสินทำงานในเขตพื้นที่ชนบท

 

คงเป็นเพราะเป็นเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง(คนปัตตานีโดยกำเนิด) ก็เลยเห็นสภาพของชีวิตคนชนบท ที่ยังขาดแคลนอะไรหลายๆอย่าง  แม้จะเกิดในเมืองใช้ชีวิตในเมือง แต่ก็มีโอกาสออกตามอำเภอบ่อยๆ เมื่อมีโอกาสได้เรียนแพทย์ ก็อยากนำสิ่งที่ตนเองได้ร่ำเรียนมาใช้ให้เป็นประโยชน์   อีกทั้งได้รับการสั่งสอนและทำตัวเป็นแบบอย่างจากพ่อแม่ในการทำงานเพื่อสังคม จึงถูกปลูกฝังมาแบบไม่รู้ตัว เมื่อมีโอกาสทำให้คนอื่นพ้นทุกข์ ก็จะรู้สึกมีความสุขมาก สังคมชนบทยังมีความน่าอยู่ จริงๆแล้วผู้คนใน3จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด ส่วนใหญ่มีจิตใจดี ถ้าเรา เข้าใจ ในความแตกต่างของวัฒนธรรม ยอมรับซึ่งกันและกัน ก็จะเข้าถึง จิตใจของผู้คนได้ สุดท้ายก็นำมาซึ่งการพัฒนาสังคมให้น่าอยู่ ดั่งพระบรมราโชวาทขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงตรัสไว้ การให้คุณค่าของตัวเองก็เป็นเหตุผลหนึ่ง หลายๆคนถามผมว่าทำไมไม่เรียนต่อเฉพาะทาง ความจริงคนเราอยู่ที่ไหนถ้าทำตัวให้เป็นประโยชน์ เป็นแพทย์ทั่วไปก็จะมีคุณค่าได้  เป็นแพทย์เฉพาะทางถ้าทำตัวไม่มีประโยชน์ก็ไม่มีคุณค่าไม่รู้จะเรียนไปทำไม แพทย์ทั่วไป สามารถทำอะไรได้หลายๆอย่าง ในการดูแลผู้ป่วยเบื้องต้น ในขณะที่แพทย์เฉพาะทาง ถ้าออกนอกความชำนาญของตัวเองก็ลำบากเหมือนกัน นอกจากนี้ความรู้จักพอก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สามารถทำงานอยู่ในโรงพยาบาลชุมชนได้อย่างมีความสุข ตอนจบใหม่ๆ เคยรู้สึกเหมือนกันว่าอยู่โรงพยาบาลชุมชน ไม่เปิดคลินิกจะอยู่ได้อย่างไร แต่ที่อยู่ได้เพราะกระทรวงเริ่มให้ค่าตอบแทนที่มากขึ้น แล้วเราเองและครอบครัวก็รู้จักพอ  ใช้จ่ายอย่างประหยัดก็พอเพียงที่จะใช้ชีวิตได้ ไม่ต้องร่ำรวยแต่ก็ไม่ลำบาก ไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับคนอื่นที่ฐานะดีกว่าเรา   เราก็ไม่ทุกข์ เทียบกับคนคนที่ลำบากกว่าเรา เราจะมีความสุข

                                                                    

4. ผลงานเด่นๆ หรือเหตุการณ์ประทับใจ ในการทำงาน

 

ผลงานเด่นในแง่ขององค์กรคงเป็นเรื่องการทำงานคุณภาพผ่านการรับรองHAและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ เมื่อปี2550 และผ่านการประเมินระดับทอง สถานที่น่าอยู่น่าทำงาน ตั้งแต่ ปี2547-2552 นอกจากนี้การดูแลสุขภาพของประชาชนโดยใช้วิถีมุสลิมก็เป็นอีกผลงานที่กำลังดำเนินงานอยู่  ในแง่ส่วนตัวก็จะมี ได้รับการคัดเลือกเป็นข้าราชการดีเด่น ปี2549  คนดีศรีสาธารณสุข ปี2551  ส่วนเหตุการณ์ที่ประทับใจมากที่สุดในแง่การทำงานคงเป็น การที่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระราชวงศ์หลาย ๆ พระองค์ โดยเฉพาะสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อปี 2550 ในตอนเช้าก่อนไปออกหน่วยแพทย์พระราชทาน ที่โรงเรียนที่จะเสด็จ ก็มีระเบิดหน้าโรงพยาบาล  ตำรวจ 2 นายบาดเจ็บเล็กน้อย เมื่อไปออกหน่วยแพทย์ ตอนถวายรายงานผู้ป่วย ผมคุกเข่าเพื่อไม่ให้เสมอพระองค์ แต่ท่านทรงตรัสว่า “ลุกขึ้นเถอะหมอเดี๋ยวกางเกงจะเปื้อน” เพราะบริเวณที่จะไปถวายรายงานต่อมันมีน้ำเจิ่งนองอยู่ ยังความปลาบปลื้มให้ผมเป็นอย่างยิ่ง 

 

อีกเหตุการณ์เป็นช่วงที่ยังทำงานอยู่ที่ทุ่งยางแดง มีคนไข้ตาบอดเป็นความดัน มารับยาทุกเดือน มีอยู่ครั้งหนึ่ง แกมากับหลานแล้ว นำของมาให้ผมใส่ถุงมาอย่างดี ดูแล้วน่าจะเป็นไข่เป็ดหลายฟองทีเดียว ผมก็บอกว่า เปาะจิ (คำเรียกผู้แก่เฒ่า ภาษายาวี) ไม่ต้องเอามาให้หรอกเก็บไว้กินเองเถอะ แกบอกไม่เป็นไรอยากให้บอมอ (หมอ) หลังคนไข้กลับไป พยาบาลถามผมหมอรู้ไหมคนไข้มีอาชีพอะไร ผมตอบไม่รู้ คำตอบที่ได้มาผมอึ้งจนน้ำตาแทบคลอเบ้า “เขาเป็นขอทานอยู่ที่ตลาดนัดสามแยก”

 

5. ฝากข้อคิดเกี่ยวกับการทำงานเป็นแพทย์ชนบทให้กับรุ่นน้องๆ

 

เอาใจเขามาใส่ใจเรา ข้อคิดดูง่ายแต่เวลาทำ บางครั้งก็ยาก โดยเฉพาะเวลาคนไข้รอตรวจที่OPD มากๆ ถ้าเราคิดว่าเราเป็นคนไข้ที่รอตรวจอยู่หน้าห้องตรวจ เราคงไม่เหนื่อยล้าเกินไปที่จะตรวจต่อ เพราะคนที่รออาจรอมานานกว่าที่เรามาตรวจและที่สำคัญอย่าทำลายความหวังที่เขาจะได้ตรวจ  ก่อนเรียนแพทย์เรามักมองแต่ด้านดีของการเป็นแพทย์ พอทำงานเรามักจะมองแต่ข้อเสียของการเป็นแพทย์ จึงอาจทำให้เกิดความไม่สมดุลในความคิด อาจทำให้เกิดทุกข์ได้ พยายามมองให้สมดุลคิดให้เกิดบวก แม้จะเหนื่อย แต่เราก็ทำให้คนอื่นพ้นทุกข์ได้ อาชีพแพทย์มีโอกาสที่จะทำให้คนเลื่อมใส ศรัทธาได้ง่าย อยู่ที่ตัวเราว่าจะธำรงไว้ซึ่งความเป็นแพทย์ที่ดีได้หรือเปล่า

 

6. อื่นๆ ที่อยากเสริม นอกจากคำถามข้างบนค่ะ

 

ถ้าไม่เอ่ยถึงสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คงไม่จบคำถามแน่ ตั้งแต่ปี2547 ปีที่หลาย ๆ คนคิดว่า เกิดเหตุตั้งแต่นั้น ความจริงเรื่องการเผาโรงเรียนมีมาก่อนหน้านั้นอีก ใครที่อยู่ 3 จังหวัดถือเป็นเรื่องปกติมาก มีเหตุการณ์เกิดขึ้นในปลายปี 2546 แต่ไม่เป็นที่กล่าวถึงแต่ผมถือว่าเป็นลางบอกเหตุที่สำคัญ คือ การบุกถล่มป้อมตำรวจทั่วปัตตานี 27 แห่งในคืนเดียวกัน มีเจ้าหน้าที่ตำรวจยะหริ่ง เสียชีวิต 2 ราย หลังจากนั้นเป็นต้นมา เหตุการณ์ปล้นปืนที่ค่ายทหาร ต้นปี 2547 จึงถือเป็นการประกาศสงคราม ที่ฝ่ายรัฐ ยังไม่รู้ว่าใครเป็นตัวการ ชีวิตเริ่มมีความเครียด วิถีชีวิตเริ่มเปลี่ยน งานฉุกเฉินที่ไม่เคยเจอก็ต้องเจอ งานชันสูตรยากๆ ก็ต้องเจอ ยิงแล้วเผา ฆ่าตัดหัว เอาส่วนหัวล่อวางระเบิดเจ้าหน้าที่ตำรวจ จับตายมือระเบิดกว่าจะหารูกระสุนเข้าได้ ไปเจอที่ตรงรูหูพอดี เคสนี้ต้องขอบพระคุณอาจารย์พรทิพย์ที่ได้มาช่วยหาให้  วิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป เคยออกกำลังกายปั่นจักรยานนอกโรงพยาบาล ก็ต้องหยุด กลับเข้าที่พักก่อน 1ทุ่มผมพักในโรงพยาบาลตลอด การไปพิธีแต่งงานเจ้าภาพต้องจัดตอนเที่ยง สวดศพก็เที่ยง เวียนเทียนประมาณบ่าย3 แต่ถามว่ากลัวไหม ตอบว่าไม่กลัวคงไม่ใช่พยายามไม่ประมาทดีกว่า  ช่วงหนึ่งเหตุการณ์น้อยลง ลองไปเดินตลาดเปิดท้ายในเมือง ก็ได้ยินเสียงระเบิดที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตใกล้ๆที่เดินห่างประมาณ 100เมตร ก็หยุดเดินเล่นไปอีกพักใหญ่ ความจริงหน้าโรงพยาบาลเคยเกิดระเบิด 2 ครั้งแต่ผมไม่อยู่ในเหตุการณ์  ปัจจุบัน แม้ว่าจะเริ่มน้อยลง แต่ความรุนแรงดูเหมือนจะมากขึ้น ระเบิดบ่อยครั้ง แล้วการดูแลผู้ป่วย เราไม่เคยเลือกข้าง คนที่เดินเข้ามาในโรงพยาบาล ผมถือว่าคือคนไข้ที่ต้องการความช่วยเหลือจากแพทย์ พยาบาล เพราะฉะนั้น ไม่ต้องแยกเรื่องการดูแลเราให้ความสำคัญเท่าเทียมกันหมด ที่สำคัญผมก็ไม่รู้หรอกว่า คนที่มาใช้บริการโรงพยาบาลยะหริ่ง ใครบางที่เป็นแนวร่วม (ไม่รู้ก็ดีแล้วครับ) ส่วนเหตุการณ์เมื่อไหร่จะสงบ ผมว่าคงอีกนาน ภาครัฐต้องใช้ความพยายามมากกว่าเดิมอีกหลายเท่า แต่ทุกๆเหตุการณ์ล้วนแต่มีความสูญเสีย ความเศร้าใจ ผมเป็นคนปัตตานี โดยกำเนิดเมื่อก่อนตอนเป็นเด็กก็มีเหตุการณ์ โจรจับเด็กไปเรียกค่าไถ่ โจรแบ่งแยกดินแดน แต่ก็ไม่ได้รุนแรงเหมือนปัจจุบัน  จะไปเที่ยวต่างอำเภอ กลับมาดึกๆก็ไม่มีปัญหาอะไร อยากได้บรรยากาศเหล่านั้นกลับมาอีก บ้านเมืองจะได้มีความสันติ สงบสุขเสียที

 

บทความพิเศษจากท่านผู้อำนวยการโรงพยาบาลยะหริ่ง
 
ส่งหน้านี้ให้เพื่อนอ่าน
Copy Right © 2010 โรงพยาบาลยะหริ่ง ที่อยู่ 183 ม.2 ต.ยามู อ.ยะหริ่ง ปัตตานี
โทรศัพท์. 073-491316 หรือ 073-491013 ต่อ 106 (ห้องยา) โทรสาร 073-491317